ภาพประกอบข่าว: สสว. หวั่น น้ำท่วมซัดเอสเอ็มอีสูญ 1.5 พันล. ห่วงยืดเยื้อพัง 1.5 หมื่นล.
เครดิตภาพ: Pornpimal Yaempracha

สสว. — สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ต้องเผชิญกับความเสียหายในระดับสูงสุดถึง 1.5 พันล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสียหายทั้งหมดอาจพุ่งสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันในหลายวัน ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาครัฐและผู้ประกอบการกำลังเร่งหาทางออกในการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

ประเด็นสำคัญจาก: สสว. หวั่น น้ำท่วมซัดเอสเอ็มอีสูญ 1.5 พันล. ห่วงยืดเยื้อพัง 1.5 หมื่นล.

วิกฤตการน้ำท่วมครั้งนี้ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ สสว. ได้ประเมินว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่สงบ เอสเอ็มอีอาจสูญเสียรายได้กว่า 1.5 พันล้านบาท นอกจากนี้ การยืดเยื้อของสถานการณ์ยังอาจทำให้ค่าความเสียหายทั้งหมดในภาควิสาหกิจขนาดกลางและย่อมเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1.5 หมื่นล้านบาท สิ่งที่น่าห่วงอีกอย่างคือความสามารถของผู้ประกอบการในการฟื้นฟูกิจการภายหลังน้ำท่วม เนื่องจากมีหลายพื้นที่ที่ยังถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การฟื้นตัวช้าลง ทั้งๆ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตและการค้า

การรับมือกับปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภารกิจของหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน สสว. ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดทำมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องคำนึงถึงการป้องกันความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งการเตรียมการเพื่อรับมือน้ำท่วมในครั้งต่อไปเป็นเรื่องที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนควรเร่งดำเนินการ

รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น

ทั้งนี้ สสว. ยังได้ส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและลดความเสียหายจากอุบัติภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงต้องปรับกลยุทธ์และการดำเนินงานเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะนี้การให้การสนับสนุนผ่านมาตรการทางการเงินและการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่ภาครัฐได้รับการเร่งด่วนในการดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างเขตการผลิตที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม เช่น การยกระดับพื้นดินในพื้นที่เสี่ยง และการติดตั้งระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้ประกอบการและลดความเสี่ยงการหยุดชะงักของการผลิต

สรุปข่าวทั้งหมด

สสว. ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำท่วมที่อาจทำให้อุตสาหกรรมเอสเอ็มอีประสบกับความเสียหายอย่างหนักถึงระดับที่อาจเสียหายรวม 1.5 หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป การรับมือและการฟื้นฟูจากผลกระทบน้ำท่วมต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน โดยมีการเสนอแผนงานช่วยเหลือและมาตรการป้องกันในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตและสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจในประเทศต่อไป

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here