ภาพประกอบข่าว: “อนุทิน” แจงปม MOU แร่แรร์เอิร์ธ ย้ำไม่เสียโอกาส ลั่นวางตัวเป็นคู่ค้า ไม่ใช่ขี้ข้า
เครดิตภาพ: https://www.pptvhd36.com

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นที่จับตาของสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการทบทวน MOU ดังกล่าว นายอนุทินยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลเป็นไปอย่างรอบคอบ ไม่ได้ก่อให้เกิดการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยในฐานะ “คู่ค้า” ที่เท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่การยอมเป็นรอง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างแร่แรร์เอิร์ธ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าการตัดสินใจทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากร เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

ประเด็นสำคัญจาก: “อนุทิน” แจงปม MOU แร่แรร์เอิร์ธ ย้ำไม่เสียโอกาส ลั่นวางตัวเป็นคู่ค้า ไม่ใช่ขี้ข้า

ประเด็นหลักที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พยายามสื่อสารคือ การที่รัฐบาลได้มีการทบทวนและแก้ไขบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยแร่แรร์เอิร์ธ หลังพบว่ามีข้อความบางส่วนใน MOU เดิมที่อาจตีความได้ว่าประเทศไทยมีสถานะเป็น “ขี้ข้า” หรืออยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบในการร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อความที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว การแก้ไขครั้งนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงถ้อยคำและเงื่อนไขต่างๆ ให้มีความสมดุลและเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นย้ำถึงสถานะของประเทศไทยในฐานะ “คู่ค้า” ที่เท่าเทียม เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรีหรืออำนาจอธิปไตยของประเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง

การดำเนินการข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักของรัฐบาลต่อความสำคัญของแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดทั่วโลก การบริหารจัดการแร่ชนิดนี้จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเอารัดเอาเปรียบจากประเทศมหาอำนาจที่มีความต้องการใช้แร่ดังกล่าวสูง นายอนุทินจึงได้ยืนยันว่า การทบทวน MOU ไม่ใช่การเสียโอกาส แต่เป็นการสร้างโอกาสที่ดีกว่าในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยจะต้องได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการเป็นแหล่งทรัพยากรแร่แรร์เอิร์ธ และจะต้องมีความสามารถในการควบคุมและกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น

การทบทวน MOU แร่แรร์เอิร์ธ ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนที่เห็นด้วยกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การที่รัฐบาลไทยยืนยันที่จะแก้ไขข้อความที่อาจตีความได้ว่าเป็นการยอมเป็นรอง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของตนเองในการเจรจาและร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความต้องการทรัพยากรเหล่านี้สูง การปรับปรุง MOU ดังกล่าวจึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่แท้จริงสู่ประเทศชาติในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม

นายอนุทินยังได้เสริมว่า การเป็น “คู่ค้า” นั้นหมายถึงการมีอำนาจต่อรองและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่สมดุล ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบโดยไม่ได้มูลค่าเพิ่ม หรือยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรยึดถือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก และมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ทำให้การวางยุทธศาสตร์ด้านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว การแก้ไข MOU จึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่แรร์เอิร์ธในประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มศักยภาพ

สรุปข่าวทั้งหมด

การชี้แจงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับประเด็น MOU แร่แรร์เอิร์ธ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะปกป้องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญ การทบทวนและแก้ไขข้อความใน MOU ที่อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบนั้น ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อวางตำแหน่งประเทศไทยในฐานะ “คู่ค้า” ที่เท่าเทียมและมีอำนาจต่อรอง การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่รักษาผลประโยชน์ของชาติ แต่ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศว่าเป็นประเทศที่มีจุดยืนที่ชัดเจนและมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือที่เป็นธรรม การจัดการแร่แรร์เอิร์ธอย่างรอบคอบนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปว่าการปรับเปลี่ยน MOU นี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยได้อย่างไรในระยะยาว.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here